วิธีลดรอยแผลหลังทำหน้าอก ให้ผิวเนียนสวยธรรมชาติ

วิธีลดรอยแผลหลังทำหน้าอก ให้ผิวเนียนสวยธรรมชาติ

รอยแผลหลังทำหน้าอก  มักเป็นปัญหากวนใจสาวๆ อยู่เสมอครับ ซึ่งรอยแปลเช่นนี้ เกิดจากกระบวนการรักษาแผลที่เกิดจากการฉีกขาดของเนื้อเยื่อ และมีการสร้างเนื้อเยื่อที่เป็นคอลลาเจนมาทดแทนเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายไป ซึ่งเป็นกระบวนการรักษาแผลตามธรรมชาติ เมื่อแผลหายดีแล้วก็จะทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ โดยแผลที่มักทำให้เกิดแผลรอยแผลเป็นมักมาจาก แผลอุบัติเหตุ แผลจากรอยสิว และแผลผ่าตัดศัลยกรรมตามที่กล่าวมาข้างต้นครับ อย่างไรก็ดี แผลเป็นจากการทำหน้าอกนั้นสามารถป้องกันและรักษาได้ครับ แต่ก่อนอื่นคนไข้ต้องทำความรู้จักกับแผลเป็นชนิดต่างๆ เพื่อที่จะรักษาได้อยากถูกต้องนั่นเองครับ

เสริมหน้าอก-เสริมนม-ทำนม-แก้นม

รอยแผลหลังทำหน้าอก ปัญหากวนใจ รักษาอย่างไรดี?

แน่นอนว่า ในการผ่าตัดหรือศัลกรรมใดๆ มักจะมีรอยแผลเสมอครับ ซึ่งแผลเหล่านั้นจะรอยใหญ่หรือเล็กก็จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น วิธีที่คนไข้เลือกผ่าตัด เทคนิคทางการแพทย์ เป็นต้น ซึ่งหลังจากนั้น รอยแผลที่เกิดก็ควรได้รับการดูแลอย่างดีในช่วงคนไข้พักฟื้นเพื่อให้แน่ใจว่าผิวของคนไข้จะเรียบเนียนเช่นเดิม อย่างไรก็ดี การเกิดแผลเป็นนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ บทความนี้หมอจึงจะมาแชร์เทคนิคการดูแลแผลและรักษาแผลเป็นให้คนไข้ได้อ่านกันครับ

แผลเป็นจากการศัลกรรมมีกี่ชนิด?

แผลเป็นมีหลายรูปแบบ แต่แผลเป็นที่ถือว่าผิดปกตินั้นจะแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ

1.แผลเป็นที่โตนูน แผลเป็นที่โตนูนมี 2 แบบคือ

  • แผลเป็นนูนเกิน หรือ hypertrophic scar  เป็นแผลเป็นที่โตนูน แต่ไม่เกินขอบเขตของแผลเดิมในระยะแรกจะมีลักษณะนูน แดง คัน
  • แผลเป็นคีลอยด์  เป็นแผลเป็นที่โตนูน และขยายใหญ่เกินขอบเขตของแผลเดิมไปมาก

2.แผลเป็นที่ลึกบุ๋มลงไป

เรียกว่า depressed scar มีลักษณะเป็นร่อง หรือรูบุ๋มลึกลงไปใต้ผิวหนัง

3.แผลเป็นที่มีการหดรั้งร่วมด้วย

เรียกว่า scar contracture  แผลเป็นชนิดนี้จะดึงรั้งอวัยวะบริเวณแผลให้ผิดรูปได้

 ข้อควรรู้:แผลเป็นทั้งสามลักษณะนี้อาจจะมีผิวสีซีดที่เรียกว่า hypopigmentation หรือผิวสีเข้ม hyperpigmentation ก็ได้


สาเหตุของการเกิดแผลชนิดต่างๆ

hypertrophic scar เกิดจากอะไร…

จริงๆแล้วยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าทำไมบางคนถึงเกิด hypertrophic scar หรือแผลเป็นนูนเกิน แต่สาเหตุอาจจะพบได้จากการที่แผลเกิดในตำแหน่งที่ความตึงมาก เช่น บริเวณข้อต่อหรือกลางหน้าอก เป็นต้น แผลเป็นนูนเกินนี้มักจะพบได้มากในช่วงระยะ 6 เดือนแรก หลังจากนั้นก็จะค่อยๆยุบลง และจะกลับเข้าสู่แผลเป็นคงที่ (stable scar) มีลักษณะใกล้เคียงแผลเป็นปกติในช่วงประมาณ 1 ปีภายหลังเกิดแผล

แผลเป็นคีลอยด์ เกิดจากอะไร…

จริงๆก็ยังไม่ทราบสาเหตุของแผลเป็นคีลอยด์ แต่พบว่ามักจะเกิดในผู้ป่วยที่มีผิวสีเข้ม ในตำแหน่งที่เกิดได้บ่อย ได้แก่ หัวไหล่ ติ่งหูและกลางหน้าอก ส่วนหนึ่งพบในผู้ป่วยที่มีประวัติทางพันธุกรรม คือ มีประวัติการเกิดคีลอยด์ในพ่อหรือแม่ แผลเป็นคีลอยด์นี้เชื่อว่าเกิดจากการที่แผลเป็นมีการสร้างสารที่เรียกว่าคอลลาเจนมากเกินกว่าปกติ

เสริมหน้าอก เหนือกล้ามเนื้อ VS ใต้กล้ามเนื้อ ต่างกันยังไง?

วิธีลดรอยแผลเป็นหลังจากการทำหน้าอก มีกี่วิธี?

หากพบว่ามีแผลเป็นเกิดขึ้นแล้ว คนไข้อาจจะเริ่มจากการรักษาโดย

 วิธีที่ 1

คือ วิธีอนุรักษ์ หรือว่า conservative ก่อน โดยส่วนใหญ่แล้วพบว่าเกิน 95 % รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด วิธีที่แนะนำให้ใช้วิธีแรกคือ การใช้แผ่นซิลิโคนปิด แผ่นซิลิโคนนี้จะเป็นแผ่นเจลใสๆที่ทำมาจากซิลิโคน เราสามารถปิดไว้บนบาดแผล หลังจากบาดแผลหายดีแล้วประมาณ 7 วัน การปิดแผลนี้แนะนำให้ปิดตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งข้อดีจะทำให้บริเวณผิวหนังที่อยู่ใต้แผ่นซิลิโคนนี้มีความชุ่มชื้นมากขึ้น ทำให้ลดการอักเสบได้

วิธีที่ 2

เนื่องจากว่าบางครั้งเราพบว่าการปิดด้วยซิลิโคนอาจจะไม่สะดวก  การใช้แผ่นเทปเหนียว หรือว่า microporous tape ก็จะสามารถทดแทนได้เช่นเดียวกัน แผ่นเทปเหนียวนี้สามารถใช้ปิดลงบนบาดแผลได้โดยตรง และจะทำให้ผิวหนังบริเวณใต้ต่อเทปนี้มีความชุ่มชื้นมากขึ้น ทำให้มีการอักเสบลดน้อยลง

วิธีที่ 3

การฉีดยาด้วยยาสเตียรอยด์ จะลดการอักเสบของการเกิดเป็นแผลเป็นนูนเกินหรือคีลอยด์ได้ ยาที่แนะนำคือ Triamcinolone acetonide ซึ่งเป็นยาฉีดเฉพาะที่ สามารถลดการอักเสบ วิธีการรักษาคือฉีดยาเข้าไปในแผลเป็นโดยตรง แต่ก็อาจทำให้มีอาการเจ็บได้พอสมควรในระหว่างการฉีดยา จะแนะนำให้ฉีดแผลเป็นนี้ในช่วงระยะประมาณไม่เกิน 1 ปีแรกหลังจากที่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนใหญ่แล้วจะนัดมาฉีดประมาณเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งความถี่ในการฉีดขึ้นอยู่กับการตอบสนองของยาว่าเป็นอย่างไร

วิธีที่ 4

คือการผ่าตัด การผ่าตัดมีอยู่หลายวิธีขึ้นอยู่กับรูปแบบของแผลเป็นนั้น ถ้าเป็นกรณีที่เกิดเป็นแผลเป็นนูนเกินหรือคีลอยด์ เราก็อาจจะใช้วิธีตัดออก หรือว่าลดขนาดลงบางส่วน วิธีนี้อาจจะใช้ร่วมกับการรักษาโดยวิธีอื่น เช่น การฉีดยา หรือการปิดด้วยแผ่นซิลิโคนก็ได้ การผ่าตัดมีอยู่หลายวิธี อาจจะใช้วิธีตัดออกโดยตรงแล้วเย็บปิดเป็นเส้นตรง หรืออาจจะตัดออกเป็นรูปซิกแซก เพื่อที่จะให้แผลเป็นที่เกิดขึ้นใหม่มีลักษณะใกล้เคียงกับรอยย่นตามผิวหนัง

การผ่าตัดอีกวิธีหนึ่งคือการลดขนาดของแผลเป็น วิธีนี้เราจะใช้วิธีการตัดแผลเป็นออกบ้างบางส่วน โดยจะไม่ตัดออกทั้งหมด หลังจากนั้นจะนัดผู้ป่วยมาเพื่อติดตามผลการรักษา หากแผลเป็นมีขนาดเล็กลงอาจจะนัดมาตัดซ้ำอีกครั้ง เรียกว่าการตัดแบบทีละน้อย หรือ serial excision วิธีการผ่าตัดอีกวิธีหนึ่งคือการใช้วิธีขัดกรอผิวหนัง หรือว่า dermabrasion การขัดกรอผิวหนังนี้จะใช้ในกรณีที่มีแผลเป็นที่รอยขรุขระหรือไม่เรียบหรือเป็นรอยบุ๋ม แผลเป็นนี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากสิวอักเสบหรือโรคสุกใส การใช้หัวกรอหรือใช้แสงเลเซอร์ยิงบริเวณที่รอยขรุขระนี้ เพื่อจะปรับสภาพผิวให้ราบเรียบขึ้น แต่ข้อควรระวังคืออาจจะเกิดมีการเกิดผิวสีเข้มหรือ hyperpigmentation บริเวณนั้นได้

การรักษาแผลเป็นนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาดูว่าแผลเป็นนั้นเป็นแผลเป็นนูนชนิดใด หากเป็นแผลเป็นนูนเกินหรือคีลอยด์ จะต้องพิจารณาการรักษาอย่างเหมาะสม มิฉะนั้นอาจจะมีแผลเป็นใหญ่โตเกินกว่าขนาดเดิมได้ โดยทั่วไปแล้วแผลเป็นมักจะสามารถป้องกันได้ เพราะฉะนั้นหากเรารู้จักวิธีการดูแลรักษาภายหลังจากที่ได้รับแผลเป็นใหม่ๆ ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้แผลเป็นนั้นนูนเกินหรือเป็นคีลอยด์ได้ในอนาคต

5 เทคนิคดีๆ ในการดูแลตัวเองโดยไม่ให้เกิดรอยแผลหลังทำหน้าอก

1.ป้องกันการเกิดแผลเป็น

ส่วนใหญ่แล้วหลังผ่าตัดคุณหมอจะปิดแผลไว้ด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ ซึ่งทำให้คนไข้อาบน้ำได้สะดวกมากขึ้น และลดโอกาสที่แผลผ่าตัดจะโดนน้ำทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ หลังจากนั้นเมื่อแผลเริ่มแห้ง ก็อาจจะเปลี่ยนมาใช้เป็นแผ่นซิลิโคนที่ช่วยลดรอยนูนของแผลที่เรียกว่าคีลอยด์และช่วยกันน้ำโดนแผลได้ประมาณหนึ่

2.ระวังเรื่องการติดเชื้อ

ไม่ว่าการผ่าตัดครั้งนั้นจะใช้ไหมละลายหรือไหมแบบไม่ละลาย นั่นก็ไม่มีผลต่อการนูนหรือการเกิดแผลเป็น แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของไหมที่ใช้ในการดึงรั้งแผล และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องมากกว่าเช่นหากดูแลรักษาแผลไม่ดีจนเกิดติดเชื้อ ก็อาจจะทำให้แผลมีรอยนูนเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นควรระวังให้มาก ไม่แกะพลาสเตอร์ออกเอง หรือหากมีอาการคันแนะนำให้ปรึกษาคุณหมอจะดีที่สุด เพราะคุณหมออาจจะจ่ายยาที่ช่วยลดอาการคันที่เกิดจากการแพ้พลาสเตอร์กันน้ำให้ และควรรักษาความสะอาดของบริเวณแผลผ่าตัดให้ดี เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้

3.หลีกเลี่ยงอาหารบางประเภท

คนที่รู้ตัวอยู่แล้วว่าแพ้อาหารประเภทใดอยู่ เช่น อาหารทะเล นมสด ถั่ว ฯลฯ ปกติก็ควรหลีกเลี่ยงอยู่แล้ว และควรเพิ่มความระมัดระวังในการทานอาหารต่างๆ ให้มากขึ้น ไม่ควรทานอาหารสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารประเภทหมักดอง เพราะอาจทำให้ติดเชื้อหรือมีสารเคมีและสารพิษปะปนได้ง่าย ซึ่งอาจทำให้แผลเน่าหรือแห้งช้ากว่าที่ควรจะเป็น

4.บำรุงด้วยการทานอาหารดีๆ

การทานอาหารที่ดีจะช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้นได้ อย่างโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ ไขมันดีจากน้ำมันมะกอก คาร์โบไฮเดรตอย่างข้าวกล้องไม่ขัดสี ผักผลไม้ต่างๆ ที่มีวิตามิน ก็ช่วยในการสร้างเซลล์ผิวและเยื้อหุ้มผิวใหม่สร้างขึ้นอย่างรวดเร็วนั่นเอง

5.งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์

เพราะสารพิษที่อยู่ในบุหรี่จะทำลายเซลล์ที่จะเข้าไปซ่อมแซมบริเวณแผลผ่าตัดให้ลดน้อยลง และทำให้เลือดที่มาเลี้ยงแผลผ่าตัดน้อยลง ทำให้ผิวหนังขาดเลือดและยังทำให้เสี่ยงติดเชื้อที่แผลด้วย ทางที่ดีควรงดสูบบุหรี่ทั้งก่อนและหลังผ่าตัดอย่างน้อย 4 สัปดาห์

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บทความ : 4 ข้อควรรู้ก่อน “อัพไซส์” ศัลยกรรมเสริมหน้าอก แบบมั่นใจ ต้องอ่าน!!

บทความ : การเสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเองคืออะไร

ทรงหน้าอกสุดฮิต หน้าอกทรงไหนนิยมทำศัลยกรรมหน้าอกมากที่สุด


นพ.รัฐรุจน์ บารมีไชยภัสร์ (หมอกันต์)

นัดจองคิวล่วงหน้า หรือ ปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่

นพ.รัฐรุจน์ บารมีไชยภัสร์ (หมอกันต์) แพทย์ศัลยกรรมมือหนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านเสริมความงาม การแก้ไขจมูกเทคนิค Open Reconstruction ออกแบบรูปหน้าและทรงจมูกตามหลัก Anatomy รวมถึงบริการทางด้านการดูแลผิวพรรณ เลเซอร์ โบท็อกซ์ (Botox) ฟิลเลอร์ (Filler) ร้อยไหม เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานผ่าน อย. และการผ่าตัดเสริมความงามทั่วเรือนร่าง เสริมจมูก เสริมหน้าอก ดูดไขมัน ตาสองชั้น ยกกระชับผิว เก็บกรอบหน้า ปั้นหน้าเด็ก และรักษาไฝ ฝ้า กระ จุดด่างดำ แบบครบวงจร การันตีฝีมือและผลงานด้วยรีวิวเยอะที่สุด มีมากกว่า 10,000 เคส

ดูรีวิวทั้งหมดของ Theerathornclinic ธีระธรฌ์คลินิก ได้ที่นี่